บทความ - บีมูนเวล

                     

                            บีมูนเวล (Bmunewell)


บีมูนเวล เครื่องดื่มทดแทนมื้ออาหาร มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ สูตรสำหรับบำรุงร่างกาย กระตุ้น และเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย ให้โปรตีนคุณภาพดีสูง ย่อยและดูดซึมง่าย มี EPAจากโอเมก้า3สูง ลดการอักเสบ และป้องกันน้ำหนักลดได้ดี พร้อมสารเสริมอาหารหลายชนิดทำงานร่วมกันในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายอีกหลายชนิดครบถ้วน


 คุณสมบัติ

• โปรตีนและโอเมก้า3(EPA)สูง ย่อยง่าย ป้องกันการติดเชื้อ ลดการอักเสบ และป้องกันสภาวะลดน้ำหนักได้ดี
• มีสัดส่วนของโอเมก้า6:โอเมก้า3 = 1.5:1.0
• โคลินและอิโนซิทอล นำไขมันและโคเลสเตอรอลไปใช้งาน
• แอล-อาร์จินีน เสริมการทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น ลดการติดเชื้อและระยะเวลาอยู่โรงพยาบาล
• เบต้ากลูแคน กระตุ้นการทำงานของเซลคุ้มกันให้ตื่นตัว พร้อมใช้งานเสมอ ลดโอกาสในการติดเชื้อและความรุนแรงของอาการ ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย
• กรดอะมิโนสายกิ่ง (BCAA) มีความสำคัญมากในผู้สูงอายุ และผู้อยู่ในภาวะวิกฤตทำให้รับอาหารได้เพิ่มมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะดีขึ้น ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้น ป้องกันภาวะตับถูกทำลาย กระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ
• กลูตามีน เสริมภูมิต้านทานของลำไส้ ทำให้เซลเม็ดเลือดขาว(Lymphocyte) เจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้น เสริมภูมิต้านทานทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ลำไส้ยากขึ้น
• นิวคลีโอไทด์ เพิ่มความสามารถในการต้านทานเชื้อโรคแก่ร่างกาย
• สารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินเอ อี ซีลิเนียม เหล็ก และสังกะสี ช่วยผลิตและเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต่อต้านการอักเสบและป้องกันการติดเชื้อ ทุเลาความรุนแรงของโรคลง และลดอัตราการเสียชีวิตได้
• ไม่เติมน้ำตาล ไม่มีแลคโตส ไม่มีกลูเท็น


 หน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย (Immune system function)

- ป้องกันและทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม (Defense Mechanism)
- คอยกำจัดเซลล์ปกติที่เสื่อมสภาพ เช่น เม็ดเลือดที่มีอายุมากแล้ว ออกจากระบบของร่างกาย (Homeostasis)
- คอยจับตาดูเซลต่าง ๆ ที่จะแปรสภาพผิดไปจากปกติ(Surveillance) เช่น คอยดักทำลายเซลล์มะเร็ง (tumor cells) เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง


 ปัจจัยสำคัญที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน (Killing Immune factors) 

1. อายุ (Child - Elder) ในเด็กเล็กยังมีภูมิคุ้มกันร่างกายไม่ดีพอ หรือในผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไประบบภูมิต้านทานจะทำงานน้อยลง ระบบการต่อต้านการติดเชื้อเสียไป
2. การขาดสารอาหาร(Nutrition deficiency) ได้รับสารอาหารไม่เหมาะสม การนอนไม่พอ ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารไม่สมดุล หรือไม่ครบถ้วน
3. โรคมะเร็ง (Cancer) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของเซลล์ในร่างกาย เซลเกิดการแบ่งตัวแบบไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลร้ายและทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียง ทำให้น้ำหนักตัวลด อ่อนเพลีย ร่างกายไม่สามารถนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ ส่งผลให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ
4. โรคเอดส์ (AIDS) หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องจากเชื้อไวรัส( HIV) ร่างกายจะไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม
5. โรคแพ้ภูมิตนเอง (SLE ) เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมากกินไปและจำเนื้อเยื่อตัวเองไม่ได้จึงเข้าทำลายเนื้อเยื่อในร่างกายและเกิดการอักเสบ
6. การผ่าตัดใหญ่ (major surgery) และ อาการบาดเจ็บรุนแรง (Severely Injured) มีการสูญเสียเลือดและต้องการสารช่วยฟื้นฟูแผลให้สมานเร็วขึ้น ลดโอกาสการติดเชื้อ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุ ผู้ป่วยไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ผิวหนังและเยื่อบุถูกทำลาย มีโอกาสเกิดการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อโรคไปทั่วร่างกายได้ง่าย
7. ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต(crisis patient) มีระบบภูมิคุ้มกันลดลง ผู้ป่วยมักจะมีโรคเรื้อรังมาก่อน และมักพบปัญหาภาวะทุพโภชนาการ ร่างกายมีการสูญเสียโปรตีนและกล้ามเนื้อ เกิดดุลไนโตรเจนเป็นลบ จึงต้องใช้โภชนาการที่ทำให้สมดุลไนโตรเจนเป็นบวก โดยอาหารที่ได้รับจะต้องเป็นอาหารสมดุลที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และจำเป็นต้องได้รับทองแดง สังกะสี และซีลีเนียม เสริมมากขึ้นในแต่ละวันด้วย


 โภชนาการเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ดีอยู่เสมอ (Nutrition enhancing immune system)

การรับประทานอาหารครบถ้วน จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับภูมิคุ้มกัน และการได้รับโปรตีนสูงจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้ฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้นทำให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข ดังนั้นสารอาหารที่ควรได้รับตามความต้องการจะต้องมีครบถ้วนทังสารอาหารหลัก(แมคโครนูเทรียน) สารอาหารรอง(ไมโครนูเทรียน) และสารอาหารเสริมเพื่อเสริมสร้างและกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ดังนี้
สารอาหารหลัก (Macro-nutrients) ได้แก่
1. โปรตีน ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับโปรตีนในปริมาณสูง เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป และควรเน้นโปรตีนที่มีคุณภาพดีย่อยและดูดซึมง่าย เพื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ที่สำคัญจะต้องมีกรดอะมิโนครบถ้วน18 ชนิด เพราะกรดอะมิโนแต่ละชนิดจะร่วมกันทำงานกระตุ้นและสร้างเซลล์ที่ทำหน้าที่เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
2. ไขมัน เมื่อร่างกายเกิดภาวะติดเชื้อ เกิดการอักเสบ หรือมีอาการไข้สูงจะทำให้ร่างกายมีเมตาโบลิซึมสูง จึงมีความต้องการไขมันมาก เพราะไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูงกว่าสารอาหารชนิดอื่น อย่างไรก็ตามการย่อยและดูดซึมไขมันค่อนข้างยากกว่าการดูดซึมสารอาหารชนิดอื่น ๆ กรดไขมันที่ได้รับจึงควรเน้นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fatty acid หรือ PUFA) เพื่อการดูดซึมได้ง่าย และสามารถช่วยสร้างและส่งเสริมการสร้างผนังเซลล์ (cell membrane) และยังช่วยควบคุมการหลั่งของสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ(Inflammatory mediators) ต่าง ๆ ได้ด้วย
3. คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารหลักในอาหารทุกประเภทและคิดเป็นประมาณร้อยละ 50-60 ของพลังงานที่ผู้ป่วยต้องการในแต่ละวัน ผู้ที่มีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (polysaccharide) ร่างกายต้องนำมาผ่านขบวนการย่อยหลายขั้นตอนจึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นในเวลารวดเร็ว และยังมีคาร์โบไฮเดรตในกลุ่มพรีไบโอติก เช่น อินูลินซึ่งเป็นเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำ ก็ถือว่าเป็นเส้นใยอาหารที่ช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียที่ดีในร่างกายก็จะช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันได้
สารอาหารรอง (Micronutrients) ได้แก่
• วิตามินเอ (Vitamin A) ช่วยผลิตเม็ดเลือดขาว สร้างเซลล์บุเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบย่อย ซึ่งเซลล์เหล่านี้เป็นด่านแรกในการป้องกันการติดเชื้อ โดยช่วยกระตุ้นการสร้าง T-cell lymphocytes และภูมิคุ้มกันในร่างกายให้คอยทำลายเชื้อโรค
วิตามินเอมีผลลดอัตราการตายในผู้ป่วยโรคเอดส์เด็กที่มีการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าวิตามินเอ สามารถป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น โดยภูมิคุ้มกันที่ชื่อว่า macrophage จะผลิตสารที่ชื่อว่า tumor necrosis ซึ่งมีความสามารถในการกำจัดมะเร็ง
• วิตามินซี (Vitamin C) เพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาว มีงานวิจัยพบว่า วิตามินซีอาจช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของการเป็นหวัด และลดระดับสารอนุมูลอิสระ และ สารฮิสตามีน (histamine) ซึ่งทำให้เกิดอาการคัดแน่นจมูก วิตามินซี เป็นสารอาหารลำดับต้น ๆ ในการเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย
• วิตามินอี (Vitamin E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันระบบภูมิคุ้มกันจากอนุมูลอิสระ และอาจช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวในการป้องกันเชื้อแบคทีเรีย
• ธาตุเหล็ก (Iron) เป็นองค์ประกอบสำคัญของเอ็มไซม์หลายชนิดในร่างกาย ช่วยในการฆ่าเชื้อ หากขาดธาตุเหล็กจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย พบว่าผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องมักมีการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำในการให้ธาตุเหล็กเสริมในโรคโลหิตจางว่าควรให้ในรูปของการรับประทานจะดีกว่าให้ในรูปยาฉีดเพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ในทางคลีนิคที่อาจเกิดขึ้นได้
• ซีลีเนียม (Serenium) ช่วยสร้างแอนตี้บอดี และเอ็นไซม์ซึ่งป้องกันระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส เชื้อรา พยาธิ และเชื้อโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ซีลีเนียมเป็นสารที่มีผลต้านออกซิเดชั่นได้ โดยทำงานในรูปของเอนไซม์ glutathione peroxidase ซีลีเนียมมีผลเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด lymphocytes และ NK cells และเพิ่มปริมาณของตัวรับ (receptor) ของ IL-2 ที่ผิวเซลล์ บุคคลในวัยผู้ใหญ่ควรได้รับซีลีเนียมประมาณ 0.05-0.2 มิลลิกรัมต่อวัน
• สังกะสี (Zinc) เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ รวมทั้งระบบภูมิคุ้มกัน การขาดสังกะสีในร่างกายมีผลทำให้การทำหน้าที่ของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันคือ T-helper cells ลดลง การสร้าง IL-2 ลดลง การเสริมธาตุสังกะสีมีผลทำให้ จำนวนของ CD3 และ CD4 และอัตราส่วนของ CD4 ต่อ CD8 ของ T-cells เพิ่มขึ้น บางการศึกษาระบุว่าการให้สังกะสีเสริมในผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการจะช่วยลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจได้ เช่นเดียวกับในผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ซึ่งจะมีการติดเชื้อ pneumocystis และ candidaลดลงเมื่อได้รับสังกะสีในขนาดสูงถึง 45 มิลลิกรัม เป็นเวลา 1 เดือนสำหรับคนปกติควรได้รับสังกะสีประมาณวันละ 15 มิลลิกรัม
• วิตามินและแร่ธาตุรวม (Vitamin & Mineral Complex) การเสริมวิตามินและแร่ธาตุรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการผ่าตัด จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย และลดการเจ็บป่วยได้17 วัน / ปี ช่วยลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลทำให้ร่างกายฟื้นฟูสู่สภาวะปกติได้เร็วและดีขึ้น


 สารอาหารเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น (Immunonutrition)

แม้ว่าการให้สารอาหารที่เหมาะสมหรืออาหารสมดุล สามารถที่จะช่วยทำให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน แต่พบว่ายังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อยังคงมีอัตราสูงโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะและอาการของโรคอยู่แล้ว ดังนั้นการให้สารอาหารบางประเภทสามารถที่จะช่วยเหลือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้โดยหวังผลที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น สารอาหารเหล่านี้เรียกว่า Immunonutrition โดยจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกายดีขึ้น ดังนี้
1. เบต้า-กลูแคน (Beta-Glucan) เป็นสารอาหารที่สกัดได้จากเบเกอร์ยีสต์ เป็นเบต้า-กลูแคนที่สกัดบริสุทธิ์มีลักษณะโครงสร้างโมเลกุลจับที่ตำแหน่ง1,3 และ 1,6 มีผลวิจัยรับรองว่า ช่วยลดอาการอันเกิดจากการติดเชื้อของระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทางเดินหายใจ และมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดความรุนแรงของอาการต่าง ๆ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น เมื่อไม่สบาย และเบต้า-กลูแคนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากมี EPA ที่ช่วยลดการเกิดการอักเสบ และการติดเชื้อของระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ด้วยวิธีการทำงานคือ เมื่อร่างกายได้รับเบต้า-กลูแคน 1,3 หรือ 1,6 จากอาหาร เบต้า-กลูแคน จะถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็ก เข้าสู่เม็ดเลือดขาว และกระจายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและเบต้า-กลูแคนนี้กระตุ้นให้เซลล์อื่น ๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมที่จะกำจัดเชื้อโรค ส่งผลให้มีการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น
2. อาร์จีนีน (Arginine) เป็นกรดอะมิโนชนิดไม่จำเป็น แต่ในภาวะที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาร์จีนีนจะขาดแคลน ทำให้กลายเป็นกรดอะมิโนจำเป็น เพราะตัวมันช่วยให้การทำหน้าที่ของ T-cell ดีขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้ระดับของ T-helper-cell สูงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถที่จะกระตุ้นการทำงานของ macrophage และ natural killer cell ได้อีกด้วย ดังนั้นการให้อาร์จีนีน สามารถเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกายได้ การใช้ร่วมกับ Immunonutrient ชนิดอื่น ๆ พบว่าทำให้ระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายตามธรรมชาติดีขึ้น ช่วยลดการติดเชื้อ สามารถลดระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาล
3. กลูตามีน (Glutamine) เป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย มีมากในกล้ามเนื้อลาย แต่ในภาวะที่ร่างกายขาด จะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันเนื่องจาก กลูตามีนเป็นสารตั้งต้น (Precursor) ในการสร้าง นิวคลีโอไทด์ และ mRAN ซึ่งจำเป็นในการสร้าง secretory protein ต่าง ๆ เช่น tumor necrosis factor (TNF) และ Interleukin 1 (lL-1) นอกจากนี้ กลูตามีนยังจำเป็นในการสร้างฟอสโฟไลปิด เพื่อทำให้ผนังเซลล์ (cell membrane) แข็งแรงและทนต่อการถูกคุกคามโดยเชื้อโรค ตามปกติ lymphocyte และ macrophage ต้องการกลูตามีนเป็นอาหาร กลูตามีนจะทำให้ lymphocyte มีการเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนเซลล์มากขึ้นทำให้อัตราส่วนของ CD4/CD8 เพิ่มขึ้น
กลูตามีนเป็นสารอาหารที่สำคัญของลำไส้ ภูมิต้านทานของลำไส้ (gut immunocompretence) จะขึ้นกับความปกติของเยื่อบุลำไส้ จะทำหน้าที่ปกป้องเชื้อโรค ซึ่งต้องอาศัยการทำหน้าที่ของ T cell , secretory lgA และ macrophage ดังนั้นการให้กลูตามีนเสริมจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ลำไส้ได้ยากขึ้น
4. กรดอะมิโน วาลีน ไอโซลิวซีน ลิวซีน (Valine, Isoleucine, Leucine) กรดอะมิโนเหล่านี้เป็นชนิด branch chain amino acids (BCAA) หรือกรดอะมิโนสายกิ่ง ช่วยทำให้มีการสังเคราะห์โปรตีนมากขึ้นจึงทำให้มีดุลย์ของไนโตรเจนเป็นบวก และยังช่วยลด catabolism ของเซลและร่างกายทำให้ immune function ดีขึ้น
5. นิวคลีโอไทด์ (Nucleotide)เป็นสารตั้งต้น (Precursor) ในการสร้างกรดนิวคลีอิค (DNA,RNA) ร่างกายขาดนิวคลีโอไทด์จะทำให้มีการสูญเสีย ความสามารถในการต้านทานเชื้อโรค นิวคลีโอไทด์ชนิดต่าง ๆ สามารถที่จะกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่ใช้ร่วมกับ Immunonutrient ชนิดอื่น ๆ เช่น arginine และ omega 3 fatty acid พบว่าสามารถที่จะลดอัตราการติดเชื้อและลดระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาล
6. โอเมก้า 3 (Omega 3) สามารถเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ (cell membrane)ของเซลล์ต่าง ๆ ได้ในช่วงที่เกิดการอักเสบของร่างกายอย่างรุนแรง นอกจากนี้ Omega3 ยังช่วยลดการอักเสบได้โดยจะลดการเกิด Active leukotriene และ Prostaglandin
7. อินนูลิน (Inulin) เป็นใยอหารชนิดละลายน้ำสกัดจากต้นชิโคลี ไม่สามารถถูกย่อยโดยเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร มีผลดีต่อสุขภาพ คือจะผ่านไปที่ลำไส้ใหญ่ในสภาพที่สมบูรณ์ จึงไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมน้ำตาล ที่สำคัญเป็นพรีไบโอติก(Prebiotic) คือเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่ดี สามารถเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร กระตุ้นระบบขับถ่าย ลดโคเลสเตอรอล และป้องกันมะเร็งในทางเดินอาหาร นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซี่ยมเข้าสู่กระดูกได้โดยตรง


 “การมีภูมิคุ้มกันที่ดีนอกจากการรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วนเพียงพอแล้ว การได้รับสารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันและการออกกำลังกาย การมีสุขอนามัยที่ดีมีความสำคัญต่อการป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน หากรู้จักใส่ใจเลือกชนิดและปริมาณอาหารให้ถูกต้องจะช่วยชะลอความเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกันที่มากับวัย และชะลอสภาวะของโรค ส่งผลให้คุณและครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอีกด้วย”

การดูแลปัญหาสุขภาพตามหลักโภชนาการ โดยการรับประทานอาหารครบถ้วน5หมู่ และมีสารอาหารเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายจะสามารถเพิ่มความแข็งแรง บำรุงสุขภาพต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และได้ผลดี


 เหมาะสำหรับ: 

1. ผู้สูงอายุ (Aging) ระบบภูมิต้านทานร่างกายลดลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อง่าย
2. ผู้ป่วยเป็นมะเร็ง (Cancer) ร่างกายอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลด เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ภูมิต้านทานต่ำ
3. ผู้ป่วยเอดส์ (AIDs) ภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องจากเชื้อไวรัส
4. ผู้ป่วยภูมิแพ้ตัวเอง (SLE)ภูมิต้านทานตัวเองทำร้ายร่างกายตนเอง
5. ผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุรุนแรง (bleeding Injured) สูญเสียเลือดมาก อวัยวะถูกทำลาย
6. เตรียมการก่อนรับการผ่าตัด (prepared operation)ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต เช่น ผ่าตัดใหญ่ ติดเชื้อรุนแรงทำให้เกิดการบกพร่องของภูมิคุ้มกัน
7. ผู้ที่ต้องการเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายตนเอง (healthy person) ป้องกันเชื้อโรค


 วิธีรับประทาน :


 คำแนะนำการใช้

• ปิดภาชนะบรรจุให้สนิทหลังการเปิดใช้งานทุกครั้ง
• เก็บให้พ้นแสง ในที่แห้งและเย็น
• ควรรับประทานให้หมดใน 1 เดือน หลังจากเปิดภาชนะบรรจุแล้ว

อาการข้างเคียง : ยังไม่พบอาการข้างเคียง


 

 

 

 

Visitors: 144,277