คู่มือชีวิตสดใส ใส่ใจภูมิคุ้มกัน ด้วยบีมูนเวล

    

ภูมิคุ้มกันของคุณ

ร่างกายของเราต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ มากมาย ที่อาจไม่เหมาะสม และก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ได้ เช่น จุลินทรีย์ สารเคมี ไวร้ส แบคทีเรีย และฝุ่นละอองต่าง ๆ  ร่างกายคนเราจึงจำเป็นต้องมีระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยต่อต้านและขจัดสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้อย่างปกติสุข และมีสุขภาพกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เราเรียกสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ว่า แอนติเจน (antigen) ซึ่งเป็นสารหรือสิ่งมีชีวิตที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะส่งผลทำให้เกิดการตอบสนองของร่างกายหรือก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ได้ ดังนั้นร่างกายมนุษย์จึงจำเป็นต้องมีกลไกตอบสนองในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ เพื่อให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายสามารถดำเนินไปได้อย่างปกติ เรียกระบบภายในร่างกายที่มีหน้าที่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมและความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายว่า ระบบภูมิคุ้มกัน (immune system)

โภชนบำบัด กับ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Nutrition for Body Immunity)                                                                                                   

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Body Immune system)

ร่างกายของเราต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ มากมาย และสิ่งแวดล้อมบางอย่างก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ได้ เช่น จุลินทรีย์ สารเคมี ไวรัส แบคทีเรีย และฝุ่นละอองต่าง ๆ  ร่างกายคนเราจึงจำเป็นต้องมีระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยต่อต้านและขจัดสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้อย่างปกติสุข และมีสุขภาพกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เราเรียกสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ว่า แอนติเจน (antigen) ซึ่งเป็นสารหรือสิ่งมีชีวิตที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะส่งผลทำให้เกิดการตอบสนองของร่างกายหรือก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ได้ ดังนั้นร่างกายมนุษย์จึงจำเป็นต้องมีกลไกตอบสนองในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ เพื่อให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายสามารถดำเนินไปได้อย่างปกติ   เรียกระบบภายในร่างกายที่มีหน้าที่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมและความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายว่า ระบบภูมิคุ้มกัน(Immune System)

หน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย(Immune system function)

- ป้องกันและทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม (Defense Mechanism)

- คอยกำจัดเซลล์ปกติที่เสื่อมสภาพ เช่น เม็ดเลือดที่มีอายุมากแล้ว ออกจากระบบของร่างกาย (Homeostasis)

- คอยจับตาดูเซลต่าง ๆ ที่จะแปรสภาพผิดไปจากปกติ(Surveillance) เช่น คอยดักทำลายเซลล์มะเร็ง (tumor cells) เพื่อป้องกันการเกิด โรคมะเร็ง

ความสามารถในการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ต่อสิ่งแปลกปลอมนั้น แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยดังต่อไปนี้ 

  1. ปัจจัยเกี่ยวกับยีนส์ร่างกาย (Genetic factors) ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า การตอบสนองระบบภูมิคุ้มกันอยู่ภายใต้การควบคุมทาง genetic ดังหลักฐานการค้นพบไม่นานนี้ เกี่ยวกับ genetic complex บนโครโมโซม ซึ่งควบคุมการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน และควบคุมชนิดของ histocompatibility antigens ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ ก็คือ คู่แฝดที่กำเนิดจากไข่ใบเดียวกัน (monozygotic twin) มักจะเป็นโรคเดียวกันมากกว่าคู่แฝด ที่กำเนิดจากไข่คนละใบ (dizygotic twin) และโรคบางอย่างที่มักเป็นในกลุ่มชนเชื้อชาติหนึ่งมากกว่าอีกเชื้อชาติหนึ่งเป็นต้น ปัจจุบันเชื่อว่าโรคต่าง ๆ ในมนุษย์เกิดจากความล้มเหลวของ genes ที่ควบคุมการตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกัน
  2. ปัจจัยด้านอายุ (Age factors)  เด็กเล็ก ๆ และผู้สูงอายุ เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าในคนหนุ่มสาวทั้งนี้เพราะในเด็กเล็ก ๆ ระบบ ภูมิคุ้มกันยังเจริญไม่เต็มที่ ขาดระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะเจาะจง (Specific Immunity) ได้แก่ เม็ดเลือดขาว Neutrophil และ Monocyte ทำหน้าที่กำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายที่จะใช้ป้องกันโรค ขณะเดียวกันระบบ ภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะเจาะจง(Non- Specific Immunity) ก็บกพร่องด้วย เช่น ผิวหนังบาง เยื่อบุผิวบาง ระบบการหลั่งที่มีหน้าที่ในการขับสารพิษออกจากร่างกายยังไม่แข็งแรง และกลไกการป้องกันการเกิดการอักเสบยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์เป็นต้น   เมื่ออายุมากขึ้น การทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะค่อย ๆ ลดลงไปในผู้สูงอายุ ปริมาณของอิมมูโนโกลบูลิน และการทำหน้าที่ของ cell mediated immunity จะน้อยกว่าคนหนุ่มสาว จะเห็นได้ว่านอกจากผู้สูงอายุจะเป็นโรคติดเชื้อได้ง่ายแล้ว อัตราการเกิดโรคแพ้ภูมิตนเอง  (autoimmune) และโรคมะเร็งจะมีมากกว่าในคนหนุ่มสาว
  3. ปัจจัยด้านระบบเมตาโบลิค (Metabolic factors) ฮอร์โมนบางชนิด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเช่น steroid จะมีฤทธิ์ไปยับยั้ง phagocytosis ลดการอักเสบ และลดการสร้างแอนติบอดี จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับ steroid นาน ๆ จะเกิดโรคบางชนิดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เช่น โรคสุกใส (varicella) การติดเชื้อ staphylococcus เป็นต้น
  4. ปัจจัยด้านสิ่งแวดลล้อม (Environmental factors)
  5. สิ่งแวดล้อมมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น การสัมผัสอยู่กับสภาวะแวดล้อมที่เป็นมลพิษ การได้รับอาหารที่มีสารปนเปื้อนสูง การรับประทานอาหารที่มีคุณภาพต่ำ ไม่สมดุล ทำให้ขาดสารอาหารต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เมื่อสัมผัสอยู่เป็นประจำย่อมมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันค่อย ๆ ลดลง จนอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้
  6. ปัจจัยด้านโครงสร้างร่างกาย (Anatomic factors)  ผิวหนังและเยื่อเมือกที่บุอวัยวะต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นด่านแรกที่ร่างกายใช้ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ในผู้ป่วยที่มีแผล และทำให้ผิวหนังถลอก เช่น ผู้ป่วยที่มีตุ่มพอง ผู้ป่วยถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก  ทำให้คุณสมบัติในการป้องกันโรคดังกล่าวจะเสียไป เกิดการติดโรคและแพร่กระจายไปทั่วร่างกายได้ง่ายกว่าในคนปกติ
  7. ปัจจัยด้านเชื้อโรค (Microbial factors)  จุลชีพประจำถิ่น (normal flora) ที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ โดยไม่ทำให้เกิดโรค เช่น ในลำไล้ นอกจากจะช่วยผลิตวิตามิน K ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว ยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของ จุลชีพที่ทำให้เกิดโรค (pathogenic microorganism) ได้ด้วย เมื่อใดก็ตามที่จุลชีพชนิดดีถูกทำลาย เช่น ได้รับยาปฏิชีวนะชนิดครอบจักวาล (broad-spectrum antibiotic) เป็นเวลานานทำให้จุลชีพที่ทำให้เกิดโรคทวีจำนวนขึ้นเป็นผลร้ายแก่บุคคลนั้น
  8. ปัจจัยด้านกายภาพ (Physiologic factors)  กลไกการป้องกันเชื้อโรคที่มีอยู่ในร่างกายช่วยป้องกันโรคได้ เช่นน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ขนอ่อน (cilia) ในระบบทางเดินหายใจ การขับถ่ายปัสสาวะ ฯลฯ ถ้าสิ่งดังกล่าวผิดไปจากปกติ จุลชีพที่ทำให้เกิดโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน (Killing Immune factors)

อาหารที่เราบริโภคทุกวัน ควรเป็นอาหารสมดุล (Balanced Diet)มีสารอาหารครบถ้วนซึ่งส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ทำให้อายุยืนและสุขภาพดี และยังพบอีกว่า แม้ขณะที่คนเรามีสุขภาพดี อาหารก็ยังเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ความจริงข้อหนึ่งที่ไม่ควรลืมคือ อายุที่มากขึ้นจะทำให้ระบบภูมิต้านทานทำงานน้อยลง ระบบการต่อต้านการติดเชื้อเสียไป  เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมบุกรุกเข้าสู่ร่างกายมากขึ้นขณะเดียวกันยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่บั่นทอนระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่

  1. การขาดสารอาหาร(Nutrition deficiency) นอนไม่พอ ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารไม่สมดุล หรือไม่ครบถ้วน เมื่อร่างกายไม่ได้รับอาหารในระยะเวลาสั้น ๆ จะมีการสลายไกลโคเจน ระดับกลูโคสในเลือดลดลง การหลั่งอินซูลินลดลงและการหลั่งกลูคากอนเพิ่มขึ้น มีการสลายกรดอะมิโน (ที่กล้ามเนื้อ) และการสลายไตรกลีเซอไรด์ ได้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล (ที่เซลไขมัน) ในช่วงต้นร่างกายจะมีการเผาผลาญพลังงาน  หลังจาก 48 ชั่วโมงร่างกายเริ่มใช้โปรตีน ไขมันเป็นพลังงานมากขึ้น ในช่วงนี้อาจมีการสูญเสียโปรตีนมากขึ้น 80 กรัมต่อวัน ในช่วงต้นสมองยังคงใช้กลูโคสเป็นแหล่งพลังงานเท่านั้น ถ้าการอดอาหารยังคงมีต่อเนื่อง (มากกว่า 5-7 วัน) ร่างกายจะลดอัตราการเผาผลาญพลังงานลงถึงร้อยละ 30 การอดอาหารในระยะยาว ขบวนการสร้างกลูโคส (Gluconeogenesis) จะเกิดขึ้นทั้งที่ตับ และไต ซึ่งสารตั้งต้นที่ใช้ในตับมาจากอะลานีน(จากกล้ามเนื้อ) ในขณะที่ไตใช้กลูตามีน(จากกล้ามเนื้อ)
  2. โรคมะเร็ง (Cancer)  เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของเซลล์ในร่างกาย ทำให้เซลเกิดการแบ่งตัวแบบไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลร้ายและทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียง ปัญหาที่พบบ่อยคือ น้ำหนักตัวลด มีอาการอ่อนเพลียทำให้ร่างกายไม่สามารถนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้   ส่งผลให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ ภูมิต้านทานของร่างกายจึงลดลง
  3. โรคเอดส์ (AIDs)หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องจากเชื้อไวรัส HIV ร่างกายจะไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม
  4. การผ่าตัดใหญ่(major surgery) และ อาการบาดเจ็บรุนแรง (Severely Injured)มีการสูญเสียเลือดและต้องการสารช่วยฟื้นฟูแผลให้สมานเร็วขึ้น ลดโอกาสการติดเชื้อ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุ ผู้ป่วยไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ผิวหนังและเยื่อบุถูกทำลาย มีโอกาสเกิดการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อโรคไปทั่วร่างกายได้ง่าย

การที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บ / เจ็บป่วย จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิก แบ่งเป็น 3 ระยะคือ

  1. หลังจากได้รับอันตรายภายใน 24-48 ชั่วโมงอาจจะมีภาวะช็อค ขาดน้ำ (hypovolemia) การสูบฉีดเลือดจากหัวใจ(cardiac output) ลดลง ความดันโลหิตลดลง อัตราการเผาผลาญลดลง อุณหภูมิในร่างกายลดลง การดูแลรักษาในระยะนี้คือเร่งช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วนเป็นสำคัญ
  2. หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤตในช่วงแรกได้แล้วระยะนี้ร่างกายจะมีอัตราการเผาผลาญเพิ่มขึ้น มีการสลายโปรตีนและไขมันเพิ่มขึ้น ดุลไนโตรเจนเป็นลบ กระตุ้นขบวนการสร้างกลูโคส (Gluconeogenesis) ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่วมทั้งมีภาวะดื้ออินซูลินรวมด้วย อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิกดังกล่าวขึ้นกับความรุนแรงของการบาดเจ็บ  โดยมีความต้องการพลังงานสูงกว่าความต้องการพื้นฐานประมาณ 1.8 เท่า จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมาก นำไปสู่การทำงานล้มเหลว ของอวัยวะต่าง ๆ
  3. การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นสามารถควบคุมได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนร่างกายก็จะเข้าสู่ภาวะฟื้นตัว ในระยะนี้ร่างกายจะเริ่มรู้สึกหิว รับประทานอาหารได้มากขึ้น มีการขับน้ำและเกลือแร่มากขึ้น ปัสสาวะเพิ่มขึ้น ดุลไนโตรเจนเป็นบวก

การปรับตัวของร่างกายขึ้นกับปริมาณไขมัน และกล้ามเนื้อก่อนอดอาหาร ถ้าได้รับอาหารอย่างเพียงพอ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในร่างกายก็จะกลับเป็นปกติได้ ในทางกลับกันการเปลี่ยนแปลงขณะที่ได้รับบาดเจ็บเป็นการตอบสนองของร่างกายในทุกระบบอย่างรวดเร็วเพื่อความจำเป็นในการมีชีวิตในระยะสั้น ถึงแม้ว่าผลของการตอบสนองดังกล่าวจะทำให้เซลล์ในร่างกายเกิดการบาดเจ็บ หรือเสียหายก็ตาม   การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวขึ้นกับความรุนแรงของการบาดเจ็บ การให้อาหารจะช่วยทำให้ลดการสูญเสียโปรตีนและกล้ามเนื้อทำให้ภาวะทุพโภชนาการไม่แย่ลง นอกจากนี้การเลือกใช้สาร กลุตามีน อาร์จีนีน และน้ำมันปลา อาจมีผลดีต่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน การอักเสบในร่างกาย และผลดีต่ออาการของผู้ป่วยอีกด้วยในภาวะการฟื้นตัวเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ควรต้องได้อาหาร เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

    5. ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต  ซึ่งจะทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะมีโรคเรื้อรังมาก่อน ปัญหาที่พบบ่อยคือ เกิดภาวะทุพโภชนาการ ร่างกายมีการสูญเสียโปรตีนและกล้ามเนื้อ เกิดดุลไนโตรเจนเป็นลบ เป้าหมายของการให้   โภชนบำบัด คือมีสมดุลไนโตรเจนเป็นบวกโดยอาหารที่ได้รับจะต้องเป็นอาหารสมดุลที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และจำเป็นต้องได้รับ   ทองแดง สังกะสี และซีลีเนียม เสริมมากขึ้นในแต่ละวัน

โภชนาการเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ดีอยู่เสมอ(Nutrition enhancing immune system)

การรับประทานอาหารครบถ้วน จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับภูมิคุ้มกัน และการได้รับโปรตีนสูงจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้ฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้นทำให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข ดังนั้นสารอาหารที่ควรได้รับตามความต้องการจะต้องมีครบถ้วนทั้งสารอาหารหลัก  (แมคโครนูเทรียน) สารอาหารรอง (ไมโครนูเทรียน) และสารอาหารเสริมเพื่อเสริมสร้างและกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ดังนี้

สารอาหารหลัก (Macro Nutrient) สำหรับเสริมภูมิคุ้มกัน 

โปรตีน (protein) ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับโปรตีนในปริมาณสูง เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป และควรเน้นโปรตีนที่มีคุณภาพดีย่อยและดูดซึมง่าย เพื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที  ที่สำคัญจะต้องมีกรดอะมิโนครบถ้วน18 ชนิด เพราะกรดอะมิโนแต่ละชนิดจะร่วมกันทำงานกระตุ้นและสร้างเซลล์ที่ทำหน้าที่เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

ไขมัน (FAT) เมื่อร่างกายเกิดภาวะติดเชื้อ เกิดการอักเสบ หรือมีอาการไข้สูงจะทำให้ร่างกายมีเมตาโบลิซึมสูง จึงมีความต้องการไขมันมาก เพราะไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูงกว่าสารอาหารชนิดอื่น อย่างไรก็ตามการย่อยและดูดซึมไขมันค่อนข้างยากกว่าการดูดซึมสารอาหารชนิดอื่น ๆ กรดไขมันที่ได้รับจึงควรเน้นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fatty acid หรือ PUFA) สามารถที่จะดูดซึมได้ง่าย และยังสามารถที่จะไปช่วยสร้างและส่งเสริมการสร้างผนังเซลล์ (cell membrane) และยังช่วยควบคุมการหลั่งของสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ  (Inflammatory mediators)  ต่าง ๆ ได้ด้วย

คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) เป็นสารอาหารหลักในอาหารทุกประเภทและคิดเป็นประมาณร้อยละ 50-60 ของพลังงานที่ผู้ป่วยต้องการในแต่ละวัน ผู้ที่มีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (polysaccharide) ซึ่งหาได้ง่าย ร่างกายต้องนำมาผ่านขบวนการย่อยหลายขั้นตอนจึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นในเวลารวดเร็ว ซึ่งต่างกับคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide) เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นในเวลารวดเร็ว นอกจากนี้คาร์โบไฮเดรตในกลุ่มพรีไบโอติก เช่น อินูลินซึ่งเป็นเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำ ก็ถือว่าเป็นเส้นใยอาหารที่ช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียที่ดีในร่างกายก็จะช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันได้

สารอาหารรอง (Micronutrient) เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

  •  วิตามินเอ (Vitamin A) ช่วยผลิตเม็ดเลือดขาว สร้างเซลล์บุเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบย่อย ซึ่งเซลล์เหล่านี้เป็นด่านแรกในการป้องกันการติดเชื้อ โดยช่วยกระตุ้นการสร้าง T-cell lymphocytes และภูมิคุ้มกันในร่างกายให้คอยทำลายเชื้อโรค  วิตามินเอได้ถูกศึกษา ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ผลต่อการลดอัตราการตายของทารกแรกเกิดในครรภ์มารดา ซึ่งการรับประทานวิตามินเอเสริมจะมีผลต่อการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมาลาเรีย รวมทั้งมีรายงานว่าการใช้วิตามินเอในขนาดสูง (4500 IU) สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคท้องร่วงแบบเรื้อรังได้ นอกจากนั้นยังพบว่าวิตามินเอมีผลในการรักษาโรคปอดบวมชนิดที่มีการติดเชื้อหัดร่วมด้วย (measles – associated pneumonia) โดยมีผลทำให้ความรุนแรงของโรคลดลงและช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคได้ สำหรับผลต่อโรคเอดส์นั้นพบว่าวิตามินเอมีผลลดอัตราการตายในผู้ป่วยเด็กที่มีการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าวิตามินเอ สามารถป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น โดยภูมิคุ้มกันที่ชื่อว่า macrophage จะผลิตสารที่ชื่อว่า tumor necrosis ซึ่งมีความสามารถในการกำจัดมะเร็ง                                                                                                                                  - แหล่งอาหารที่มีวิตามินเอสูง ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง ผลไม้และผักสีเหลืองส้ม เช่น แครอท ฟักทอง มะละกอสุก เป็นต้น และยังพบในไข่แดง น้ำมันตับปลา และนม
  • วิตามินซี (Vitamin C) เพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาว มีงานวิจัยหลายรายงานพบว่า วิตามินซีอาจช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของการเป็นหวัด แม้ไม่สามารถป้องกันหวัดได้แน่นอน แต่ก็ลดระดับสารอนุมูลอิสระ และ สารฮิสตามีน (histamine) ซึ่งทำให้เกิดอาการคัดแน่นจมูก วิตามินซี เป็นสารอาหารลำดับต้น ๆ ในการเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย การวิจัยชี้ว่าวิตามินซี ช่วยในการเผาผลาญไขมันที่มีอยู่ในเลือดก่อนที่มันจะสะสมเป็นแผ่น ๆ เกาะตามผนังเลือดซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจล้มเหลว และเส้นโลหิตในสมองแตก                              - แหล่งอาหารที่มีวิตามินซีสูง ผักสด ผลไม้สด ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะขามป้อม มะเขือเทศ แตงโม สัปปะรด มะละกอ มะนาว   สตรอเบอร์รี่ ผักใบเขียวต่าง ๆ บล๊อคโคลี่
  • วิตามินอี (Vitamin E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันระบบภูมิคุ้มกันจากอนุมูลอิสระ และอาจช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวในการป้องกันเชื้อแบคทีเรีย                                                                                                                                                                                - แหล่งอาหารที่มีวิตามินอีสูง ได้แก่ แครอท ผักใบเขียว และหัวผักกาด มะม่วง ถั่ว มะละกอ ฟักทอง พริก ผักขม และเมล็ดทานตะวัน
  • ธาตุเหล็ก (Iron) เป็นองค์ประกอบสำคัญของเอ็มไซม์หลายชนิดในร่างกาย ช่วยในการฆ่าเชื้อ หากขาดธาตุเหล็กจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย เหล็กมีหน้าที่สำคัญ คือเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบิลและเป็นอีกธาตุหนึ่งที่มีการศึกษารวบรวมถึงผลต่อการติดเชื้อเนื่องจากพบว่าผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องมักมีการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำในการให้ธาตุเหล็กเสริมในโรคโลหิตจางว่าควรให้ในรูปของการรับประทานจะดีกว่าให้ในรูปยาฉีดเพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ในทางคลีนิคที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามการที่ร่างกายได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโต และการเรียนรู้ในเด็ก ซึ่งความต้องการธาตุเหล็ก ในวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่คือประมาณ 10 มิลลิกรัมต่อวันและอาจเพิ่มเป็น 15 มิลลิกรัมในเพศหญิง                                                                                                 - แหล่งของเหล็กคือ ตับ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ถั่ว โกโก้
  • ซีลีเนียม (Serenium) ช่วยสร้างแอนตี้บอดี และเอ็นไซม์ซึ่งป้องกันระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส เชื้อรา พยาธิ และเชื้อโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่มีผู้สนใจศึกษาบทบาทในการติดเชื้อค่อนข้างมากเนื่องจากซีลีเนียมเองเป็นสารที่มีผลต้านออกซิเดชั่นได้ โดยซีลีเนียมใช้ในการทำงานของเอนไซม์ glutathione peroxidase ซีลีเนียมมีผลเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด lymphocytes และ NK cells และเพิ่มปริมาณของตัวรับ (receptor) ของ IL-2 ที่ผิวเซลล์ ในท้องถิ่นที่รับประทานอาหารที่มีธาตุซีลีเนียมน้อยหรือประชากรเกิดภาวะขาดซีลีเนียม เช่นในบริเวณภาคกลางของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่ามีอุบัติการณ์เกิดโรคที่เรียกว่า Keshan disease ซึ่งมีผลทำให้เกิดพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardium) สูงกว่าบริเวณอื่น และการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองที่มีภาวะขาดซีลีเนียมพบว่ามีผลทำให้เกิดโรคจากไวรัสบางสายพันธุ์ที่พบใน Coxsackie virus โดยทำให้เกิดพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อหัวใจ รวมทั้งการขาดซีลีเนียมยังมีผลทำให้ส่วน RNA genome ของไวรัสเปลี่ยนแปลงได้ ที่น่าสนใจคือผู้ป่วยโรคเอดส์ซึ่งมีระดับซีลีเนียมในเลือดต่ำทำให้ร่างกายเกิด lipid peroxidation ได้มากซึ่งทำให้เกิดสารพวก peroxide และอาจพบว่ามีสาร pentane หรือ ethane ปนออกมากับลมหายใจ บุคคลในวัยผู้ใหญ่ควรได้รับซีลีเนียมประมาณ 0.05-0.2 มิลลิกรัมต่อวัน                                                                  - แหล่งอาหารที่มีซีลีเนียมได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ อาหารทะเล ข้าวที่ยังไม่ขัดสี
  • สังกะสี (Zinc) เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ รวมทั้งระบบภูมิคุ้มกัน การขาดสังกะสีในร่างกายมีผลทำให้การทำหน้าที่ของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันคือ T-helper cells ลดลง การสร้าง IL-2 ลดลง การเสริมธาตุสังกะสีมีผลทำให้ จำนวนของ CD3 และ CD4 และอัตราส่วนของ CD4 ต่อ CD8 ของ T cells เพิ่มขึ้น บางการศึกษาระบุว่าการให้สังกะสีเสริมในผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการจะช่วยลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจได้ เช่นเดียวกับที่พบในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ HIV ซึ่งจะมีการติดเชื้อ pneumocystis และ candida ลดลงเมื่อได้รับสังกะสีในขนาดสูงถึง 45 มิลลิกรัม เป็นเวลา 1 เดือนสำหรับคนปกติควรได้รับสังกะสีประมาณวันละ 15 มิลลิกรัม                                                                                                                                                                          - แหล่งอาหารที่มีสังกะสีพบมากในอาหารทะเล ไข่ เนื้อสัตว์ ตับ ถั่ว  ธัญญพืช
  • วิตามินและแร่ธาตุรวม (Vitamin & Mineral Complex) มีงานวิจัยรายงานว่าการเสริมวิตามินและแร่ธาตุรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการผ่าตัด จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย และลดการเจ็บป่วยได้17 วัน / ปี วิตามินและแร่ธาตุรวมช่วยลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลทำให้ร่างกายฟื้นฟูสู่สภาวะปกติได้เร็วและดีขึ้น

สารอาหารเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น (Nutrition boost up Immunity) แม้ว่าการให้สารอาหารที่เหมาะสมหรืออาหารสมดุล สามารถที่จะช่วยทำให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน แต่พบว่ายังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกัน  การติดเชื้อยังคงมีอัตราสูงโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะและอาการของโรคอยู่แล้ว ดังนั้นการให้สารอาหารบางประเภทสามารถที่จะช่วยเหลือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้โดยหวังผลที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น สารอาหารเหล่านี้เรียกว่าImmunonutritionโดยจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกายดีขึ้น ดังนี้

  1. เบต้า-กลูแคน (Beta-Glucan) เบต้ากลูแคน เป็นสารอาหารที่สกัดได้จากเบเกอร์ยีสต์ เป็นเบต้า-กลูแคนที่สกัดบริสุทธิ์มีลักษณะโครงสร้างโมเลกุลจับที่ตำแหน่ง1,3 และ 1,6 มีผลวิจัยรับรองว่าช่วยลดอาการอันเกิดจากการติดเชื้อของระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทางเดินหายใจ และมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดความรุนแรงของอาการต่าง ๆ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น เมื่อไม่สบาย และ เบต้ากลูแคนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากมี EPA ที่ช่วยลดการเกิดการอักเสบ และการติดเชื้อของระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ด้วยวิธีการทำงานคือ เมื่อร่างกายได้รับเบต้ากลูแคน 1,3 หรือ 1,6 จากอาหาร เบต้ากลูแคน จะถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็ก เข้าสู่เม็ดเลือดขาว และกระจายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและเบต้ากลูแคนนี้กระตุ้นให้เซลอื่น ๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมที่จะกำจัดเชื้อโรค ส่งผลให้มีการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น
  2. อาร์จีนีน (Arginine) อาร์จีนีนเป็นกรดอะมิโนชนิดไม่จำเป็น แต่ในภาวะที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาร์จีนีนจะขาดแคลน ทำให้กลายเป็นกรดอะมิโนจำเป็น เพราะตัวมันช่วยให้การทำหน้าที่ของ T-cell ดีขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้ระดับของ T-helper-cell สูงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถที่จะกระตุ้นการทำงานของ macrophage และ natural killer cell ได้อีกด้วย ดังนั้นการให้อาร์จีนีน สามารถเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกายได้ การใช้ร่วมกับ Immunonutrient ชนิดอื่น ๆ พบว่าทำให้ระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายตามธรรมชาติดีขึ้น ช่วยลดการติดเชื้อ สามารถลดระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาล
  3. กลูตามีน (Glutamine) กลูตามีนเป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย มีมากในกล้ามเนื้อลาย แต่ในภาวะที่ร่างกายขาด จะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันเนื่องจาก กลูตามีนเป็นสารตั้งต้น (Precursor) ในการสร้าง  นิวคลีโอไทด์ และ mRAN ซึ่งจำเป็นในการสร้าง secretory protein ต่าง ๆ เช่น tumor necrosis factor (TNF) และ Interleukin 1 (lL-1) นอกจากนี้ กลูตามีนยังจำเป็นในการสร้างฟอสโฟไลปิด เพื่อทำให้ผนังเซลล์ (cell membrane) แข็งแรงและทนต่อการถูกคุกคามโดยเชื้อโรค  ตามปกติ lymphocyte และ macrophage ต้องการกลูตามีนเป็นอาหาร กลูตามีนจะทำให้ lymphocyte มีการเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนเซลล์มากขึ้นทำให้อัตราส่วนของ CD4/CD8 เพิ่มขึ้น กลูตามีนเป็นสารอาหารที่สำคัญของลำไส้ ภูมิต้านทานของลำไส้ (gut immunocompetence) จะขึ้นกับความปกติของเยื่อบุลำไส้ จะทำหน้าที่ปกป้องเชื้อโรค ซึ่งต้องอาศัยการทำหน้าที่ของ T cell, secretory lgA และ macrophage ดังนั้นการให้กลูตามีนเสริมจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ลำไส้ได้ยากขึ้น
  4. กรดอะมิโน วาลีน  ไอโซลิวซีน  ลิวซีน (Valine, Isoleucine, Leucine) เป็น branch chain amino acids (BCAA) หรือกรดอะมิโนสายกิ่ง ช่วยทำให้มีการสังเคราะห์โปรตีนมากขึ้นจึงทำให้มีดุลย์ของไนโตรเจนเป็นบวก และยังช่วยลด catabolism ของเซลและร่างกายทำให้ immune function ดีขึ้น
  5. นิวคลีโอไทด์ (Nuecleotide) เป็นสารตั้งต้น (Precursor) ในการสร้างกรดนิวคลีอิค (DNA,RNA) ร่างกายขาดนิวคลีโอไทด์จะทำให้มีการสูญเสีย ความสามารถในการต้านทานเชื้อโรค นิวคลีโอไทด์ชนิดต่าง ๆ สามารถที่จะกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่ใช้ร่วมกับ Immunonutrient  ชนิดอื่น ๆ เช่น arginine และ omega 3 fatty acid พบว่า สามารถที่จะลดอัตราการติดเชื้อและลดระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาล
  6. โอเมก้า 3 (Omega 3) สามารถเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ (cell membrane) ของเซลล์ต่าง ๆ ได้ในช่วงที่เกิดการอักเสบของร่างกายอย่างรุนแรง นอกจากนี้ Omega3 fatty acid ยังช่วยลดการอักเสบได้โดยจะลดการเกิด Active leukotriene และ Prostaglandin
  7. อินนูลิน (Inulin) อินูลินเป็นใยอหารชนิดละลายน้ำสกัดจากต้นชิโคลี ไม่สามารถถูกย่อยโดยเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร มีผลดีต่อสุขภาพ คือจะผ่านไปที่ลำไส้ใหญ่ในสภาพที่สมบูรณ์ จึงไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมน้ำตาล ที่สำคัญเป็นพรีไบโอติก(Prebiotic) คือเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่ดี งานวิจัยพบว่า สามารถเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร กระตุ้นระบบขับถ่าย ลดโคเลสเตอรอล และป้องกันมะเร็งในทางเดินอาหาร นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซี่ยมเข้าสู่กระดูกได้โดยตรง

  นี่คือคุณสมบัติพิเศษเฉพาะที่มีในบีมูนเวลเครื่องหมายการค้าโปรเวล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ตรงตามหลักโภชนาการและทางการแพทย์ ชงดื่มง่าย สะดวก ปลอดภัย และมั่นใจ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี       


การมีภูมิคุ้มกันที่ดีนอกจากการรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วนเพียงพอแล้ว การได้รับสารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันและการออกกำลังกาย  การมีสุขอนามัยที่ดีก็มีความสำคัญต่อการป้องกันโรค  โดยเฉพาะโรคติดเชื้อต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน หากรู้จักใส่ใจเลือกชนิดและปริมาณอาหารให้ถูกต้องจะช่วยชะลอความเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกันที่มากับวัย และชะลอสภาวะของโรค  ส่งผลให้คุณและครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอีกด้วย    


 

 สูตรสำหรับผู้ที่ต้องการกระตุ้นและเสริมภูมิคุ้มกัน

 (Immuno Dysfunแtion Patients Formula)


 บีมูนเวลเครื่องหมายการค้าโปรเวล เป็นเครื่องดื่มแทนมื้ออาหารชนิดผงสำเร็จรูป ชงดื่มง่าย สะดวก ปลอดภัย รสชาติอร่อย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) ให้สามารถต่อต้านสิ่งแปลกปลอมและความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ร่างกายแข็งแรง เป็นสูตรอาหารครบถ้วนที่เน้นโปรตีนและโอเมก้า 3 สูง ตามหลักการแพทย์และโภชนาการ โดยคัดสรรโปรตีนที่มีคุณภาพดี ย่อยง่าย  และดูดซึมนำไปใช้งาน ได้ทันที โอเมก้า 3 สูงจากปลาทะเล  ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ลดการอักเสบ และป้องกันภาวะน้ำหนักลดได้ดี  นอกจากนี้บีมูนเวล  และยังเสริมด้วย เบต้ากลูแคน (Betaglucan) , แอล-อาร์จินีน (L-Arginine), กลูตามีน (Glutamine), นิวคลีโอไทด์  (Nucleotide) เพื่อช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกายดีขึ้นและแข็งแรงขึ้นด้วย

 บีมูนเวล ไม่ใช้น้ำตาล  ไม่มีแลคโตส ไม่มีกลูเต็นท์


 คุณสมบัติ

  • สารอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มทดแทนมื้ออาหารได้
  • โปรตีนคุณภาพสูง โอเมก้า3สูง 
  • มีน้ำมันโอเมก้า 3-6-9 และ ไตรกลีเซอไรด์สายปานกลาง(MCT)
  • มีสารเสริมและกระตุ้นภูมิคุ้มกันหลายชนิด
  • มีสารป้องกันอนุมูลอิสระหลายชนิด 
  • หลักโภชนาการเสริมการรักษาในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันต่างๆ
  • ไม่มีน้ำตาล ไม่มีแลคโตส ไม่มีกลูเต้นท์
  • รสข้าวโพด สะดวก อร่อย ชงดื่มง่าย

 บีมูนเวล เหมาะสำหรับ 

  • ผู้สูงอายุ ที่รับประทานอาหารเองได้ไม่เพียงพอ มีผลทำให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายทำงานลดลง มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และทุพโภชนาการ
  • ผู้เป็นมะเร็ง ร่างกายจะอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลด เสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ และ การติดเชื้อต่างๆ  เซลเกิดการแบ่งตัวแบบไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลให้ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียง ภูมิต้านทานร่างกายต่ำจึงไม่สามารถต่อสู้และกำจัดสิ่งแปลกปลอมของเซลล์เนื้อร้ายได้
  • โรคเอดส์ ภูมิคุ้มกันบกพร่องจากเชื้อไวรัส ร่างกายจึงไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมและโรคติดเชื้อต่าง ๆ ได้
  • ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง มีการสูญเสียเลือด และอวัยวะถูกทำลาย ร่างกายต้องการสารอาหารช่วยฟื้นฟู ร่างกาย สมานแผล   ลดการติดเชื้อและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปทั่วร่างกาย
  • ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต พบว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ เช่น การผ่าตัด อุบัติเหตุ และการติดเชื้อ ภาวะวิกฤตที่ รุนแรงก็จะทำให้เกิดการบกพร่องในประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันของร่างกาย การสมานตัวของบาดแผลจะล่าช้ากว่าปกติ สมรรถภาพการทำงานของระบบกล้ามเนื้อก็อ่อนกำลังลง ทำให้ไม่สามารถ ลด หย่า เลิก ใช้เครื่องช่วยหายใจได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เป็นผลให้อัตราการตายเพิ่มขึ้น ภาวะนี้เป็นปัญหาที่สำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้ผู้ป่วยต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาลโดยจะอยู่ในหออภิบาล (ICU) นานขึ้น หรือเสียชีวิตในที่สุด  
  • ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่มีการสูญเสียเลือดมาก และมีบาดแผลจากการผ่าตัดทำให้ร่างกายมีเมตาโปลิซึมสูงมากกว่าปกติ ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานหนักขึ้น การเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนผ่าตัดโดยเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง จะทำให้มีการฟื้นฟูสภาพร่างกายและการสมานแผลเป็นไปได้ดีและรวดเร็วขึ้น ช่วยลดการติดเชื้อหลังผ่าตัด และลดระยะเวลาของการนอนโรงพยาบาล

ในปัจจุบันผู้ป่วยที่ทำการผ่าตัดชนิดที่รอได้ (elective surgery) มีแนวโน้มชัดเจนว่า ในช่วงอายุที่สูงขึ้น ๆ ผู้ป่วยมักจะมี อาการของโรคร่วม (comorbidity) ต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเกี่ยวกับปอด บ่อยครั้งที่ความเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะทุพโภชนาการจากการรับอาหารได้ไม่เพียงพอ หรือเกิดขึ้นระหว่างการรักษา เช่นถูกงดอาหารบ่อยครั้งระหว่างการหาสาเหตุของโรค  ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียกล้ามเนื้อและการทำหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ลงได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทั้งระบบ ดังนั้นภาวะทุพโภชนาการควรได้รับการแก้ไขให้ได้ก่อนการผ่าตัด และมีการวางแผนที่จะทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เพียงพอไปตลอดจนถึงระยะหลังการผ่าตัด เพื่อให้ผลการผ่าตัดออกมาดีที่สุด จะลดการแทรกซ้อนและระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาล

สารอาหารบีมูนเวล คัดสรรแหล่งวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ ดังนี้

โปรตีน (PROTEIN) ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงจึงต้องการโปรตีนในปริมาณสูง เพื่อชดเชยและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

บีมูนเวล คัดสรรแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพสูง โดยมีความเข้มข้นของโปรตีนในวัตถุดิบแต่ละชนิดไม่น้อยกว่า 90% ดังนี้

  1. เวย์โปรตีนเดี่ยว (Whey Protein Isolateมีกรดอะมิโนจำเป็น 8 ชนิด ที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้และพบในอัตราที่สูง เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มี 24% ของแหล่งโปรตีนทั้งหมด
  2. เคซีน (CASEIN) โปรตีนจากนม พบว่ามีกรดอะมิโน เมไธโอนีน วาลีน โพรลีน ไทโรซีน และ กลูตามิกสูง มี 19% ของแหล่งโปรตีนทั้งหมด
  3. ซอยโปรตีนไอโซเลต(SOY PROTEIN ISOLATED) โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง พบว่ามี เฟนิลอะลานีน  ฮีสทีดีน อาร์จีนีน แอสพาติก และไกลซีนสูง มี 14% ของแหล่งโปรตีนทั้งหม   

โปรตีนทั้ง 3 แหล่งรวมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้ได้กรดอะมิโนครบถ้วน 20 ชนิด ในอัตราส่วนที่สูง โดยเฉพาะกรดอะมิโนจำเป็น         

     1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) 60 กรัม ของสารอาหารบีมูนเวลจะมีโปรตีน 9.3กรัม คิดเป็น 19% ของพลังงานทั้งหมด

บีมูนเวล  ได้เพิ่มกรดอะมิโนเดี่ยว ๆเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในช่วงที่ภูมิคุ้มกันต้องทำงานหนัก ได้แก่  อาร์จีนีน กลูตามีน นิวคลีโอไทด์ และกรดอะมิโนจำเป็นชนิดกรดอะมิโนสายกิ่ง BCAA( Branch Chain Amino Acid) เพราะเซลล์เยื่อบุ สามารถดูดซึมสายเปปไทด์สั้น ๆ เหล่านี้ซึ่งเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดได้โดยตรงไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการย่อยอีก ทำให้ความสามารถในการรับอาหารของผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยหนักจะเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้มวลกล้ามเนื้อแข็งแรง ร่างกายก็จะฟื้นฟูสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น และมีกรดอะมิโนชนิดต่าง ๆ  ดังนี้

ตารางแสดงกรดอะมิโนในบีมูนเวล

สารอาหาร

ต่อผง 100 กรัม

ปริมาณที่ผสมน้ำแล้ว (1แก้ว)45 กรัม /     2 ช้อนตวง 200 มล.

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน มก. / วัน

** % เปรียบเทียบกับ

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

****วาลีน , กรัม

1.81

0.81

500

162

****ลิวซีน  , กรัม

5.28

2.38

700

340

****ไอโซลิวซีน , กรัม

1.58

1.71

500

142

****ทรีโอนีน , กรัม

0.51

0.23

350

66

****ทริปโตเฟน , กรัม

0.12

0.05

***

***

****เมไธโอนีน , กรัม

0.20

0.09

650

14

****เฟนิลอะลานีน , กรัม

0.54

0.24

700

34

****ไลซีน , กรัม

0.85

0.38

600

63

อาร์จีนีน , กรัม

3.80

1.71

1000

171

ฮีสทีดีน , กรัม

0.29

0.13

***

***

โพรลีน , กรัม

1.38

0.62

***

***

เซอรีน , กรัม

0.76

0.34

***

***

ไทโรซีน , กรัม

0.36

0.16

***

***

อะลานีน

0.59

0.27

***

***

แอสพาติค , กรัม

1.19

0.54

***

***

กลูตามิก , กรัม

3.07

1.38

***

***

ไกลซีน , กรัม

0.88

0.40

***

***

ซิทีน , กรัม

0.04

0.02

650

3

คาร์นิทีน, กรัม

0.03

0.01

500

2

ทอรีน, กรัม

0.24

0.11

1550

7

 * ปริมาณที่แนะนำต่อวัน ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการอาหารละยา โดยสมมุติน้ำหนักตัวที่ 60 กิโลกรัม

** ร้อยละของสารอาหารบีมูนเวลเปรียบเทียบกับสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันตามข้อกำหนดของคณะกรรมการอาหารและยา

*** คณะกรรมการอาหารและยาไม่ได้กำหนด   **** กรดอะมิโนจำเป็น

คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ร่างกายจะใช้เป็นพลังงานเป็นหลัก  บีมูนเวล คัดสรรแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพเหมาะสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ดังนี้ 

  1. มอลโตเด็กตริน (Maltodextrin) แป้งโมเลกุลเชิงซ้อน ทำให้ผ่านการย่อยเป็นน้ำตาลช้า 
  2. ซูคราโลส (Sucralose)เป็นสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน มีรสชาติเหมือนน้ำตาล แต่มีความหวานประมาณ 600 เท่าขน้ำตาล ไม่มีรสขมติดลิ้น ใช้ปรุงอาหารบนเตาโดยไม่สูญเสียรสชาติความหวาน มีความปลอดภัยสูง ปัจจุบันได้รับการยอมรับจากสถาบันนานาชาติต่าง ๆ เช่น JECFA แห่งองค์การอาหารและยา และองค์การอนามัยโลก คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ใช้เป็นสารให้ความหวานในผลิตภัณฑ์อาหาร  เครื่องดื่ม  ผลิตภัณฑ์ขนม และอาหารทางการแพทย์ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย Sucralose จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล  ใช้ได้กับทุก ๆ คน รวมทั้งสตรีมีครรภ์ แม่ที่ให้นมลูก ตลอดจนเด็กทั่วไป
  3. ไฟเบอร์ (Fiber) มีใยอาหารสูง 8% ทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ให้พลังงาน ประกอบด้วย
  • อินูลิน (Inulin) ไม่สามารถถูกย่อยโดยเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร มีผลดีต่อสุขภาพ คือ จะผ่านไปที่ลำไส้ใหญ่ในสภาพที่สมบูรณ์จึงไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ที่สำคัญเป็นพรีไบโอติก( Prebiotic) ถือว่าเป็นเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำและเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ช่วยเพิ่มกากในระบบทางเดินอาหารลดคอเลสเตอรอลและป้องกันมะเร็งในทางเดินอาหาร นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมที่ดูดซึมได้นั้นยังเข้าสู่กระดูกซึ่งเป็นบริเวณที่ต้องการแคลเซียมโดยตรง ขณะที่แคลเซียมส่วนเกินซึ่งมากกว่า 70% จะถูกขับออกมาจากร่างกาย
  • ใยถั่วเหลือง (Soy fiber) เป็นเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยทำให้อุจจาระนิ่ม ป้องกันท้องผูก จะดูดซับน้ำทำให้พองตัวขึ้นทำให้รู้สึกอิ่ม ไม่หิวส่งผลให้รับประทานอาหารได้น้อยลง

บีมูนเวล ภายใต้เครื่องหมายการค้าโปรเวล ไม่มีน้ำตาล เป็นส่วนประกอบ  เพราะการบริโภคน้ำตาลมีผลต่อการสร้าง  ไตรกลีเซอไรด์ในตับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดและมีผลเพิ่มไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และลดไขมันชนิดดี (HDL) นอกจากนี้พลังงานส่วนเกินจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายเสียสมดุลส่งผลให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ

   1 แก้ว (200 มิลลิลิตร)  ของสารอาหารบีมูนเวล มีคาร์โบไฮเดรต 25.49 กรัม คิดเป็น 52% ของพลังงานทั้งหมด

ไขมัน (FAT) เป็นสิ่งจำเป็นเพราะเป็นส่วนประกอบหลักของผนังเซลล์ ฮอร์โมน สมอง และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ      

บีมูนเวล คัดสรรแหล่งไขมันที่ดีจาก

  1.  มีเดียมเชนไตรกลีเซอไรด์  (MCT)    เป็นไตรกลีเซอร์ไรด์สายปานกลาง มีโมเลกุลเล็กจึงดูดซึมได้ง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้งานได้เลย เกิดการเผาผลาญอย่างรวดเร็ว พร้อมปลดปล่อยพลังงานออกมาให้ร่างกายจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานสูงและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย ใน บีมูนเวลมี MCT 12% ของแหล่งไขมันทั้งหมด และ 50%  ของไขมันอิ่มตัว มาจาก MCT จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องของการสะสมของไขมันอิ่มตัว เพราะ MCT ถูกปล่อยออกมาเป็นพลังงานทั้งหมด มี 12% ของไขมันทั้งหมด
  2. น้ำมันคาโนล่า(Canila Oil) มีโอเมก้า 9 สูง ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA หรือกรดโอเลอิก) มีผลในการลดโคเลสเตอรอล และ LDL (ไขมันชนิดไม่ดี)  แต่ไม่ลด HDL (ไขมันชนิดดี) มี 12% ของไขมันทั้งหมด
  3. น้ำมันดอกทานตะวัน (Sunflower Oil) มีโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 สูง เป็นไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหลายตำแหน่ง (PUFA) ช่วยลดโคเลสเตอรอลรวม และ LDL (ไขมันชนิดไม่ดี) มี 17% ของไขมันทั้งหมด
  4. โอเมก้า 3 (Omega 3)เป็นกรดไขมันจำเป็นต้องได้รับจากอาหารเพราะร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ มี EPA ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ก็จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจโดยตรง ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ดีขึ้นและลดการติดเชื้อในร่างกายและมี DHA สารที่สำคัญต่อการทำงานและการพัฒนาการของสมองและจอตา  มี 39% ของไขมันทั้งหมด

ในสารอาหาร บีมูนเวลมี อัตราส่วนของ โอเมก้า 6 ต่อ โอเมก้า 3 เท่ากับ 1.5 ต่อ 1 จึงเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสม เพราะร่างกายไม่ต้องการโอเมก้า 6 สูง เนื่องจากจะไปกดการทำงานของโอเมก้า 3 ทำให้กระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้

      1 แก้ว  (200 มิลลิลิตร) ของสารอาหารบีมูนเวลมีไขมัน  6.72  กรัม คิดเป็น 30% ของพลังงานทั้งหมด  มีไขมันจำเป็นครบทั้ง  โอเมก้า 3, 6 และ 9 อีกทั้งมีไขมันอิ่มตัวเพียง 3%  ของพลังงานทั้งหมดและที่สำคัญมาจาก MCT 50% ของไขมันอิ่มตัว

นอกจากนี้ บีมูนเวล อาหารทดแทนมื้ออาหาร สูตรครบถ้วน เครื่องหมายการค้าโปรเวล จะมีการกระจายตัวสารอาหารหลัก (แมคโครนูเทรียล / Macronutrient) โปรตีน 18% คาร์โบไฮเดรต 52% ไขมัน 30% แล้วยังประกอบด้วยสารอาหารรอง (ไมโครนูเทรียน) ที่มีความสำคัญอีกหลายชนิดทั้ง แร่ธาตุ 15 ชนิดวิตามิน 14 ชนิด

สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันในบีมูนเวล (Supplement plus in Bmunewell)

สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันที่เพิ่มในบีมูนเวลช่วยประสานการทำงานร่วมกับสารอาหารหลักและสารอาหารรองเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน การใช้ immuno-nutrient หลาย ๆ ชนิดร่วมกันจึงทำให้ระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายตามธรรมชาติดีขึ้น ได้แก่

  • โคลินและอิโนซิทอล ช่วยนำไขมันและโคเลสเตอรอลไปใช้งาน
  • อาร์จีนีน เป็น immuno-nutrient อีกชนิดหนึ่งที่มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง อาร์จีนีนเป็น non-essential amino acid อีกชนิดหนึ่งซึ่งช่วยให้หน้าที่ของ T-cell ดีขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้ระดับของ T-helper-cell สูงขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถที่จะกระตุ้นการทำงานของ macrophage และ natural killer cell ได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่าการใช้อาร์จีนีน สามารถที่จะเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกายได้ช่วยลดการติดเชื้อ และสามารถลดระยะเวลาการนอนอยู่โรงพยาบาล
  • เบต้ากลูแคน เป็นสารอาหารที่อยู่ในกลุ่มของโพลีแซค-คาไรด์จะช่วยส่งเสริมและกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัวและพร้อมใช้งานเสมอในการต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อและลดความรุนแรงของอาการต่าง ๆ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นเมื่อไม่สบาย ด้วยวิธีการทำงานเมื่อร่างกายๆได้รับเบต้ากลูแคนจากอาหาร เบต้ากลูแคนจะถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เข้าสู่เม็ดเลือดขาว และกระจายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เบต้ากลูแคนนั้นจะกระตุ้นให้เซลล์อื่น ๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมที่จะกำจัดเชื้อโรค ส่งผลให้มีการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น
  • กรดอะมิโนจำเป็นชนิดสายกิ่ง, BCAA (Branch Chain Amino Acid)  ได้แก่ Leucine 50% , Isoleucine 25% และ Valine 25% ซึ่งโดยปกติจะเป็นกรดอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบของกล้ามเนื้อ จะมีความสำคัญมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากมีปริมาณกล้ามเนื้อลดลง และเป็นโปรตีนโมเลกุลเล็กสุดจึงสามารถนำไปใช้และดูดซึมได้ดีกว่าโปรตีนรูปอื่น ๆ จึงมีความสำคัญอย่างมาก ต่อผู้ทีอยู่ในภาวะวิกฤตหรือป่วยหนัก เพราะทำให้ความสามารถของการรับอาหารเพิ่มมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะดีขึ้นร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้นด้วย  นอกจากนี้ BCAA ยังมีคุณค่าอีกมากมายในภาวะต่าง ๆ รวมทั้ง เป็นกรดอะมิโนจำเป็น ช่วยลดความเครียด ป้องกันภาวะตับถูกทำลาย และภาวะตับแข็ง รักษาอาการนอนไม่หลับ ช่วยให้ร่างการฟื้นได้เร็วหลังผ่าตัด โดยเพิ่มและกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ

บีมูนเวล เครื่องหมายการค้าโปรเวล มีกรดอะมิโนจำเป็นสายกิ่ง (BCAA) 5% ในส่วนประกอ

  • กลูตามีน  เป็นสารอาหารที่สำคัญของลำไส้ช่วยเสริมภูมิต้านทานของลำไส้ ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว (lymphocyte) มีการเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนเซลล์มากขึ้นและทำให้ผนังเซลล์ (cell membrane) แข็งแรงและทนต่อการถูกทำลาย (phagocytosis) จึงเสริมภูมิต้านทานของลำไส้ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ลำไส้ได้ยากขึ้น
  • นิวคลีโอไทด์  เป็นสารตั้งต้น (Precursor) ในการสร้างกรดนิวคลีอิค (DNA,RNA) ร่างกายขาดนิวคลีโอไทด์จะทำให้มีการสูญเสียความสามารถในการต้านทานต่อเชื้อโรค
  • สารต้านทานอนุมูลอิสระ  ได้แก่ วิตามินA C E ซีลีเนียม สังกะสี ธาตุเหล็ก ช่วยผลิตและส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต่อต้านการอักเสบ และป้องกันการติดเชื้อช่วยทำให้ลดความรุนแรงของโรคลดลงและลดอัตราการเสียชีวิตได้

บีมูนเวล  มีโปรตีนสูง และโอเมก้า3 สูงอุดมด้วยสารอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน การที่ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนจะส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้เต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งขึ้น และการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี จะช่วยกำจัดและป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดสารอนุมูลอิสระ ซึ่งอนุมูลอิสระเป็นตัวกลางส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ข้ออักเสบ โรคหลอดเลือดตีบตัน และยังรบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อต่าง ๆ ส่วนแร่ธาตุเช่น สังกะสี  ซิลีเนี่ยม ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิค ก็จำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าขาดสารอาหารเพียงตัวใดตัวหนึ่งไปแม้เพียงเล็กน้อย จะมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันรวมได้ ดังนั้นจึงควรสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอยู่เสมอโดย“ใส่ใจ”เลือกบริโภคอาหารสมดุลที่มีสารอาหารครบถ้วน อย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และเสริมสารอาหารต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างและกระตุ้นภูมิคุ้มกันทำให้อายุยืนและมีสุขภาพที่ดี

บีมูนเวล ให้สารอาหารดังต่อไปนี้

สารอาหาร

ต่อผง 100 กรัม

ปริมาณอาหารที่ผสมน้ำแล้ว 200 มล.

%เปรียบเทียบตามประกาศ

**ปริมาณที่แนะนำตาม Thai RDI

พลังงาน , กิโลแคลอรี่

443.61

200.00

***

***

โปรตีน , กรัม

20.66

9.31

19

50

คาร์โบไฮเดรต , กรัม

56.65

25.54

9

300

น้ำตาลทั้งหมด,กรัม

8.85

3.99

***

***

ไขมัน , กรัม

14.93

6.73

11

65

กรดไขมันอิ่มตัว, มก.

2940.00

1330.00

7

20

กรดไขมันโอเลอิก, มก

2897.01

1306.12

***

***

กรดไขมันไลโนลีอิก,มก

2985.34

1345.94

***

***

กรดไขมันไลโนลีนิก,,มก

1924.31

867.58

***

***

E.P.A., มก.

527.46

237.81

***

***

D.H.A., มก.

358.18

161.49

***

***

ใยอาหาร, กรัม

4.09

1.84

7.38%

25

วิตามิน เอ , มคก.อาร์อี

957.00

431.46

53.93%

800

วิตามิน ดี , มคก.

17.19

7.75

155.00%

5

วิตามินอี, มก.แอลฟาร์ TE

15.94

7.19

71.87%

10

วิตามิน ซี, มก.

16.08

7.25

12.08%

60

วิตามิน เค, มคก.

29.84

13.45

16.81%

80

วิตามิน บี1, มก.

0.35

0.16

10.67%

1.5

วิตามิน บี2, มก.

2.62

1.18

69.41%

1.7

วิตามิน บี6, มก.

0.58

0.26

13.00%

2

วิตามิน บี12, มคก.

3.78

1.70

85.00%

2

แพนโทธินิค แอซิด , มก.

8.65

3.90

65.00%

6

ไนอาซิน, มก.

20.58

9.28

46.40%

20

โฟลิก แอซิด, มคก.

50.00

22.54

11.27%

200

ไบโอติน, มคก.

231.20

104.24

69.49%

150

โคลิน, มก.

296.80

133.81

24.33%

550

อินโนซิทอล, มก.

160.00

72.14

48.09%

150

แคลเซียม, มก.

982.29

442.87

55.36%

800

แมกนีเซียม, มก

212.42

95.77

27.36%

350

โซเดียม, มก.

541.37

244.08

10.17%

2400

โปแตสเซียม, มก.

558.77

251.92

7.20%

3500

คลอไรด์, มก.

1310.00

590.61

17.37%

3400

เหล็ก, มก.

7.92

3.57

23.82%

15

สังกะสี, มก.

11.35

5.12

34.11%

15

ทองแดง, มก.

0.75

0.34

17.00%

2

แมงกานีส, มก.

0.94

0.42

12.11%

3.5

ไอโอดีน, มคก.

165.00

74.39

49.59%

150

โครเมียม, มคก

98.18

44.26

34.05%

130

ซิลิเนียม, มคก.

28.50

12.85

18.36%

70

โมลิบดินัม, มคก.

122.59

55.27

34.54%

160

สามารถผสมเป็นเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นได้ตามต้องการและปรับความเข้มข้นของพลังงานและปริมาณน้ำร้อน* ได้ตามรสชาติที่ชอบ

ตารางการผสมอาหาร ที่ความเข้มข้น 1 กิโลแคลอรี่ ต่อ  1 มิลลิลิตร ( 1: 1 )

ปริมาณบีมูนเวล (ช้อนตวง/ กรัม)

ปริมาณน้ำร้อนสำหรับชง*(มล.)

ปริมาณบีมูนเวลพร้อมดื่ม(มล.)

ปริมาณพลังงาน(กิโลแคลอรี่)

Number of Pouches/g

Volume of water (70oC)

Total volume (ml)

Total energy (kcal)

1 : 22.5

87.50

100

100

2 : 45***

175.00

200

200

3 : 67.5

262.50

300

300

1 ช้อนตวง  =  22.5  กรัม ผสมน้ำร้อน 87.5  มิลลิลิตร ให้พลังงาน 100  กิโลแคลอรี่

การเตรียมและการเก็บรักษา

  1. ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมอาหาร
  2. เตรียมภาชนะที่สะอาดสำหรับเติม บีมูนเวล (ควรเป็นภาชนะที่มีฝาปิด)
  3. เตรียมบีมูนเวลปริมาณตามความเข้มข้นที่ต้องการ (ดูจากตาราง) ใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้
  4. สามารถผสมเป็นเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นได้ตามความชอบ

4.1 วิธีชงเครื่องดื่มร้อน    

เติมน้ำร้อน (ประมาณ 70˚C) ปริมาณ 175 มล. ลงในบีมูนเวลที่เตรียมไว้ (ต่อ 2 ช้อนตวงพูน หรือ 45 กรัม***) คนหรือเขย่าจนละลายเข้ากันดี (ประมาณ 2-3 นาที)จะได้สารอาหารบีมูนเวล 200 มล. ควรปิดฝาภาชนะตลอดเวลา เพื่อรักษาอุณหภูมิ รสชาติ และสารอาหาร  

4.2 วิธีชงเครื่องดื่มเย็นและปั่น      

เติมน้ำร้อน (ประมาณ 70 องศาเซลเซียล) ประมาณ ½ แก้ว (87.50 มล.)**  ลงในบีมูนเวล (2 ช้อนตวงพูน)*** คนหรือเขย่าจนละลายเข้ากันดี (ประมาณ 2-3 นาที) เติมน้ำแข็งหรือผลไม้สดเพื่อเพิ่มความสดชื่นและรสชาติตามความชอบ

ถ้าจะดื่มเป็นเครื่องดื่มปั่นให้เทส่วนผสมบีมูนเวลผลไม้สด และน้ำแข็งที่เตรียมไว้ ลงในเครื่องปั่น ปั่นพอให้น้ำแข็งก้อนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง จะได้เครื่องดื่มปั่นรสชาติตามที่คุณชอบ

** สำหรับเครื่องดื่มเย็นและปั่นควรลดปริมาณน้ำร้อนลงจากตารางการผสมอาหารจะทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้นขึ้น

5. อาหารที่ผสมแล้วควรรับประทานทันทีและให้หมดภายใน 4 ชั่วโมง

6. หากไม่รับประทานทันที ควรเทใส่ภาชนะที่สะอาดแล้วปิดฝาเก็บไว้ในตู้เย็น (อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียล)  นำมาอุ่นก่อนรับประทาน และไม่ควรเก็บไว้เกิน 24 ชั่วโมง

ในกรณีที่ต้องการปรับเพิ่มปริมาณพลังงาน เช่น การรับประทานอาหารเพิ่มระหว่างมื้อ ก่อนมื้ออาหาร หรือต้องการพลังงานมากกว่า 200 กิโลแคลอรี่ ต่อมื้ออาหาร สามารถกำหนดได้โดย 2ช้อนตวงพูน ของปริมาณผงบีมูนเวล ผสมน้ำร้อน 175 มิลลิลิตร ให้พลังงาน 200 กิโลแคลอรี่ ดังนั้น สามารถเพิ่มปริมาณบีมูนเวลได้มากกว่า 1ซอง และผสมน้ำร้อนตามอัตราส่วนในตารางการผสมอาหาร

บีมูนเวล อาหารทดแทนมื้ออาหารบำรุงร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน  ไม่มีน้ำตาล ไม่มีแลคโตส ไม่มีกลูเต้น

บีมูนเวลให้สารอาหารครบถ้วน ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย สูตรสำหรับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโดยเน้น

  • โปรตีนสูง กรดอะมิโนครบถ้วน 20 ชนิด มีกรดไขมันจำเป็นครบทั้งโอเมก้า3 , 6 และ9
  • สารต้านอนุมูลอิสระสูง ทั้งวิตามินเอ วิตามินอี  วิตามินซี  ซิลีเนียม และสังกะสี
  • ช่วยลดการติดเชื้อ ลดการอักเสบ ลดการทำลายของเซลล์เนื้อเยื่อ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  • + โอเมก้า 3 + กรดอะมิโน BCAA + กลูตามีน + แอล-อาร์จีนีน + เบต้า-กลูแคน + อินโนซิทอล + โคลิน 
  • + แร่ธาตุนมจากธรรมชาติมีแคลเซียมสูงถึง 528 มิลลิกรัม / 1 แก้ว

 การใส่ใจเลือกชนิดและปริมาณอาหารให้ถูกต้อง จะช่วยชะลอความเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกันที่มากับวัย และชะลอสภาวะของโรค และการรับประทานอาหารที่เสริมภูมิคุ้มกันอย่างสม่ำเสมอส่งผลให้คุณ และครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น

 ขนาดบรรจุ : 380กรัม/กระป๋อง (8 มื้อ)

 ข้อควรระวัง : ไม่เหมาะแก่ผู้แพ้โปรตีนจากนม ปลา ถั่วเหลือง

 ติดต่อศูนย์โภชนโปรเวล 085-0597478 หรือ ไลน์ : @prowell_nutritions

 

---ไม่ป่วยง่าย  มีความสุข  มีชีวิตยืนยาว---

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
กรุณากรอกข้อความ...
Visitors: 278,563